การปรับเวลาทั่วประเทศ 23 สิงหาคม-มาตรวิทยาโต้ไม่ได้ปรับให้เร็วขึ้น 30 นาที

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) พล.อ.ต.ดร.เพียร โตท่าโรง ผอ.สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ(มว.) แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวว่า สถาบันมาตรวิทยาจะปรับเวลาประเทศไทยให้เร็วขึ้น 30 นาที ว่า เป็นข่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากแท้จริงแล้วสถาบันมาตรวิทยาจะดำเนินการเพียงแค่จัดทำและรักษาเวลามาตรฐานประเทศไทยตามระบบสากล และให้บริการถ่ายทอดเวลามาตรฐานโดยปรับเทียบเวลามาตรฐานเพื่อให้ผู้ต้องการมีเวลาที่ถูกต้อง เที่ยงตรง สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงไอซีที ให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 23 ส.ค.นี้

ผอ.สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติกล่าวอีกว่า ทั้งนี้การปรับเทียบมาตรฐานเวลาปัจจุบันมี 3 ช่องทาง คือ

1.ปรับเทียบที่ห้องปฏิบัติการของมว. คลอง 5 ปทุมธานี

2.ปรับเทียบเวลามาตรฐานผ่านระบบโทรศัพท์ 181 ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ซึ่งมีมาตรฐานเวลาเดียวกับมว. และ

3.ปรับเทียบทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ XP หรือ VISTA สามารถใช้เมนู Time Server ใส่ URL ของสถาบันมาตรวิทยาฯ คือ time1.nimt.or.th, time2.nimt.or.th และ time3.nimt.or.th สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเทียบเวลามาตรฐานได้โดยอัตโนมัติ

ผอ.สถาบันมาตรวิทยากล่าวต่อว่า ขณะนี้กำลังปรึกษานิติกรว่าจะดำเนินคดีกับเจ้าของเว็บไซต์ ที่โพสต์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเวลาในอินเตอร์เน็ตได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากมาตรา 14 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นปลอม หรือเป็นเท็จ และน่าจะสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ด้านนายธงชัย แสงศิริ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ สำนักกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงไอซีที กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวระบุให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยราชการ สถานศึกษา องค์กร ร้านค้า บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร โรงแรม บ้านเช่า แฟลต อพาร์ตเมนต์ ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ผู้ให้บริการร้านเกมออนไลน์ ยกเว้นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตภายในบ้าน ต้องเก็บข้อมูลการใช้บริการไม่น้อยกว่า 90 วัน และต้องเทียบเวลามาตรฐานตามระบบสากล โดยผิดพลาดได้ไม่เกิน 10 มิลลิวินาที ทั้งนี้ข้อมูลทั่วไปที่จะต้องจัดเก็บคือ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ วัน เวลาที่เข้ามาใช้งาน รวมถึงหมายเลขเครื่องที่ใช้ IP Address และ URL เพื่อประโยชน์ในการติดตามผู้กระทำผิด หากไม่ดำเนินการต้องรับผิดชอบ มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท

ที่มา : ข่าวสด

0 ความคิดเห็น: